วันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2561

Bangkok Gin Festival 2018 ครั้งแรกในประเทศไทย

09:43:00
#กินแก้มตุ่ยตะลุยเที่ยว พาตะลุยดื่มด่ำค็อกเทล กับ 4 บาร์สุดฮิบย่านเยาวราช ในซอยนานา ในงาน Bangkok Gin Festival 2018 ซึ่งจัดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย งานนี้สาวกนักดื่ม GIN ต้องประทับใจอย่างแน่นอน นอกจากบรรยากาศสุดฮิปของแต่ละร้านยังมีเอกลักษณ์เฉพาะ ยังได้สัมผัสรสชาติค็อกเทลจาก 4 สาวมิกโซโลจิสต์สุดฮอต...แห่งเอเชียมาร่วมรังสรรค์รสชาติ Cocktails ที่ใช้ GIN เป็นส่วนผสมหลัก แถมรสชาติมีชิมถึง 16 สไตล์ งานนี้จัดขึ้นในวันที่ 20-21 ตุลาคม ที่ผ่านมา กินแก้มตุ่ยฯ ไม่พลาด พาไปตะลุยซึมซับบรรยากาศ พร้อมสัมผัสรสชาติ GIN ที่หลากหลาย พร้อมแล้วไปตะลุยกันเลยครับ
เริ่มสตาร์ทกันที่ : ร้าน Tep Bar โดย แบรนด์ CAORUNN (คา-รูน)Gin จินระดับพรีเมี่ยม ผลิตจากสกอตแลนด์ ได้ชวนฮอปปิ้ง บาร์แรกTep Bar บาร์วัฒนธรรมแห่งแรกของไทย เป็นอีกหนึ่งบาร์ที่ใครไปแล้วต้องหลงไหลในบรรยากาศ ดนตรี และอาหารแบบไทยๆ ไปแล้วต้องไปอีก ซึ่งค่ำคืนนี้พิเศษสุดๆ พาเพื่อนๆ มาดื่มด่ำรสชาติ GIN จากแบรนด์ CAORUNNที่ผ่านการรังสรรค์โดยคุณ Jessica J. Hutchinson มิกโซโลจิสต์สาวสุดฮอตจากสิงค์โปร ซึ่งได้รังสรรค์ CAORUNN GIN ให้ กินแก้มตุ่ยฯ ได้ลิ้มลองถึง 4 เมนูด้วยกัน คือ COFFEE NEGRONE,GIN&JUICE, SUMMER SPRITZ และ CAORUNN TONIC ซึ่งแต่ละแก้วมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ดึง คาแรกเตอร์ของ CAORUNN GIN ผ่านการผสมผสานอย่างลงตัวในทุกๆ แก้ว อร่อย กลมกล่อม พร้อมกับเสพเพลงบรรเลงสดสไตล์ไทย ฟินแบบสุดๆ ความน่าสนใจของแบรนด์นี้ คือ คารูน มาจากภาษาเกลิคภาษาท้องถิ่นของสกอตแลนด์ แปลว่า Rowan Berry ซึ่งเป็น1 ใน 5 botanicals ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ Caorunn ที่สำคัญยังใช้ Copper Berry Chamber ความเข้าใจง่ายๆ คือตู้อบกลิ่น ทำจาก ทองแดง สมัยก่อนเคยใช้ในการทำน้ำหอมและเนี่ยก็เป็นตัวสุดของโลก
มาต่อร้านที่สองกับ Asia Today อีกหนึ่งบาร์ที่มีกิมมิกน่าสนใจ เครื่องดื่มเน้นใช้วัตถุดิบตามฤดูกาล ดังนั้นจะมีการผลิตเมนูใหม่อยู่ตลอดเวลา แต่ก็มีคลาสสิกค็อกเทลให้นั่งดื่ม คืนนี้พิเศษสุดๆ สำหรับงาน Bangkok Gin Festival 2018 ค็อกเทลผ่านการรังสรรค์รสชาติจาก คุณ Shelly Tai สาวสวยที่มีแฟนคลับมายืนรอแน่นร้าน ในส่วนอีก 2 บาร์ที่เหลือ ตั้งอยู่ในระแวกเดียวกันได้แก่ร้าน Teens of Thailand บาร์ที่มีสไตล์ฉีกแนวดูลึกลับและเป็นร้าน Gin Bar ที่บรรยากาศในร้านมีเครื่องดื่มให้น่าค้นหามากมาย และงานนี้ คุณ Charmaine Thio สาวหวานซ่อนความเฉียวมารังสรรค์เครื่องดื่มให้ และปิดจ็อบคืนนี้ด้วยร้าน Bar-Hao บาร์สไตล์จีน ทั้งบรรยากาศ และกลิ่นอายที่มีความเป็นจีนแบบดั้งเดิม ชูให้ค่ำคืนนี้พิเศษยิ่งขึ้นด้วยสาวบาร์เทนเดอร์สุดอินดี้ ลุคซ์สาวมั่นเก๋มีสไตล์กับคุณ Nikki Vera ได้มาเพิ่มความเร้าร้อนด้วยการมิกซ์เครื่องดื่ม เป็นการปิดท้ายบาร์ฮอปปิ้ง ที่ #กินแก้มตุ่ยตะลุยเที่ยว ได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆในวงการ Gin ที่ทั้งสนุกและคุ้มค่าที่ได้มาร่วมจริงๆ
โดยในวันที่ 21 ตุลาคมนั้น จะมีไฮไลท์ถึง 2 กิจกรรม คือ #GINSESSION เป็นการนำเสนอเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับ Gin แบบเจาะลึก เช่น Caorunn นำเสนอโดยณิกษ์ อนุมานราชธน และแขกรับเชิญอีก3 แบรนด์
นอกจากนี้ คอ Gin ยังได้พบกับแบรนด์จินระดับพรีเมี่ยมกว่า 30 แบรนด์ ให้คุณได้เลือกดื่มด่ำ และสามารถตกแต่ง DIY แก้ว ได้ด้วยตัวคุณเอง เพื่อแชะและแชร์ภาพความประทับใจผ่านโซเชี่ยลมีเดีย ที่ Banana Press Gallery
งาน Bangkok Gin Festival 2018 กินแก้มตุ่ยฯ ขอยกนิ้วให้กับความเก๋ของงานทั้งเครื่องดื่ม/ มิกโซโลจิสต์/ และกิจกรรมชิคๆ ตลอดทั้งคืน สาวก GIN ที่พลาดงานในปีนี้ ยังสามารถไปสัมผัสรสชาติ GIN ได้ที่บาร์ข้างต้น ได้ทุกค่ำคืน ไปแล้วเป็นอย่างไร...แชะภาพอวดกันด้วยนร้า



สัมผัส "นวัตวิถี" ที่ "นครนายก" สโลว์ไลฟ์ ไกลห่างมลพิษ

09:16:00
 
นครนายก จังหวัดใกล้ๆ กรุงเทพฯ นี่เอง เป็นจังหวัดที่ ใครหลายๆ คน อาจมองข้ามไป เมื่อถึงช่วงวันหยุดยาวๆ ก็มักแพลนไปเที่ยวกันไกลๆ มาวันนี้ กินแก้มตุ่ย ตะลุยเที่ยว อยากเชิญชวนให้ลองเล็งไปที่ จังหวัดนครนายก กันดูหน่อย เพราะที่นี่ มีความน่าสนใจมิใช่น้อย ยิ่งขณะนี้ ได้รับการส่งเสริม ในโครงการ "ไทยนิยม ยั่งยืน" จากรัฐบาล ภายใต้แนวคิด พัฒนา OTOP รูปแบบใหม่ จะได้เกิดจากการบูรณาการ ระหว่างชุมชน จังหวัด และ ภูมิภาค ด้วยการพัฒนาหมู่บ้านควบคู่ไปกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ให้มีอัตลักษณ์โดดเด่น เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว
 
 

นครนายก นับเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่มีการคมนาคมสะดวกสบาย อีกทั้ง ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจ หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น น้ำตกที่สวยงาม ป่าไม้ ขุนเขา ทำให้บรรยากาศรอบๆ มีความเป็นธรรมชาติปราศจากมลพิษ นอกจากนี้ ยังมี มีอาหารท้องถิ่นอร่อยๆ ให้ลองลิ้มชิมรสมากมาย รวมไปถึง วัดวาอาราม อยู่เคียงคู่กับ วิถีชีวิตคนในชุมชน ที่ตามรอยเศรษฐกิจพอเพียงของ รัชกาล ที่ 9 ทำให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ และน่าไปเที่ยวแบบสไลว์ไลฟ์ 


ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี จังหวัดนครนายก มีเป้าหมาย 20 หมู่บ้าน โดยจุดหลักในการพัฒนา คือการค้นหาสิ่งดีๆ ที่มีอยู่จริงในชุมชนออกมาเป็นจุดขาย ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้าไปสัมผัสสิ่งเหล่านี้ โดยผ่านการดำเนินงานที่เน้นให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบและพัฒนาภูมิทัศน์แหล่งท่องเที่ยว ปรับปรุงภูมิทัศน์สองข้างทาง จุดต้อนรับนักท่องเที่ยว จุดถ่ายภาพ ปรับปรุงบริเวณบ้านเรือน ป้ายแผนที่หมู่บ้าน ป้ายบอกทาง เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ให้มีความสวยงาม ปลอดภัย 


มีการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ชุมชน สร้างฐานการเรียนรู้เพื่อสืบสานภูมิปัญญาและอาชีพ พัฒนาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว เพื่อยกระดับสินค้าให้มีคุณภาพมาตรฐานทั้งด้านผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ พัฒนาของฝาก ของที่ระลึก อาหารพื้นถิ่น จัดทำโปรแกรมการท่องเที่ยวให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่จัดทำเส้นทางเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวแต่ละท้องถิ่น เพื่อเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวกระแสหลัก เมืองรอง และชุมชน

จากข้อมูลในปี 2560 พบว่ามีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาเที่ยวประเทศไทยเฉลี่ยเดือนละ 3.5 ล้านคน และคาดว่าในปี 2561 จะสามารถสร้างรายได้ใหประเทศปีละ 3 ล้านบาท สิ่งบ่งชี้นี้ว่าการท่องเที่ยวเป็น สินค้า ที่สร้างรายได้ให้ประเทศไทยมากที่สุด อย่างไรก็ตามนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางท่องเที่ยวเฉพาะ 22 เมืองหลัก อาทิ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ นครราชสีมา ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ ภูเก็ต 



โครงการท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี หรือที่เรียกกันว่าแบบลำลองว่า ” แอ่งเล็ก เช็คอิน ” เป็นแนวคิดการพัฒนา OTOP รูปเเบบใหม่ ที่มุ่งเน้นการสร้างรายได้ตามความต้องการของชุมชนเพื่อเป้าหมายเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคงและประชาชนสามารถพึ่งตนเองได้อย่างแท้จริงโดยสอดรับนโยบายรัฐบาลที่เน้นสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวและสร้างเศษฐกิจชุมชนเน้นการดึงนักท่องเที่ยวเข้าสู่ชุมชนให้ชาวบ้านได้ขายสินค้าอยู่ในชุมชนของตนเองเป็นการสร้างรายได้เพิ่มให้ชุมชน


ทำให้เกิดการกระจายรายได้ภายในชุมชน ช่วยเสริมสร้างชุมชนให้เข้มแข็งโดยทุกคนในชุมชนพร้อมเป็นเจ้าบ้านที่ดี อันจะส่งผลให้ลูกหลานในชุมชน ไม่ต้องออกไปหารายได้จากภายนอกชุมชนซึ่งจัดได้ว่าเป็นการเปลี่ยนการพัฒนา OTOP จากรูปแบบเดิมที่เน้นการผลักดันสินค้าไปขายในตลาดต่างๆ โดยหน่วยงานรัฐเป็นการนำสินค้าออกไปขายนอกชุมชนมาเป็นการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนอย่างแท้จริง ซึ่งจะก่อให้เกิดการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป